การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพปัญหาด้านการสื่อสาร 2) วิธีการสื่อสาร 3) ผลของการใช้วิธีการสื่อสาร และ 4) การมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องกับวิธีการสื่อสารกับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ กลุ่มเป้าหมาย คือ ครูการศึกษาพิเศษ และผู้ดูแลเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ หน่วยบริการตรอน จำนวน 14 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการศึกษา พบสภาพปัญหาด้านการสื่อสารของเด็กออทิสติก และเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา บางคนสามารถพูดได้เป็นคำ 1 พยางค์ แต่ส่วนใหญ่ ไม่สามารถใช้ภาษาในการพูดสื่อสารได้ ไม่สามารถบอกความต้องการของตนเองได้ เมื่อครูและผู้ดูแลไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการ เด็กจะแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น กรีดร้อง เอาหัวโขกพื้น ตีผู้อื่น ขัดขวางต่อการเรียนรู้ และพัฒนาการ ซึ่งครูการศึกษาพิเศษและผู้ดูแล มีวิธีการสื่อสารกับเด็กออทิสติก โดยการใช้บัตรภาพ การสัมผัส การจูงมือ การให้หยิบของสิ่งที่ต้องการ การใช้กระดานสื่อสาร การพูดการอธิบายซ้ำๆ การใช้สื่อที่หลากหลาย การใช้สัญลักษณ์ การใช้สิ่งของและสถานการณ์จริง มีวิธีการสื่อสารกับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โดยการใช้บัตรภาพ การใช้สายตา ท่าทางในการสื่อสาร การพูดซ้ำๆ การใช้โทรศัพท์ในการเปิดภาพหรือเสียง การใช้ภาษากาย ภาษามือ การเรียกชื่อ การให้หยิบของสิ่งที่ต้องการ การใช้สิ่งของและสถานการณ์จริง การเคาะให้ได้ยินเสียง การสังเกต และการจับมือทำ ผลของการใช้วิธีการสื่อสาร ดังกล่าวส่งผลให้ครูการศึกษาพิเศษและผู้ดูแล กับเด็กออทิสติก มีความเข้าใจกันมากขึ้น เข้าใจความต้องการ เข้าใจภาษาที่สื่อสาร รับรู้ ตอบสนองต่อสิ่งที่เด็กต้องการได้รวดเร็วมากขึ้น ปฏิบัติตามคำสั่งได้มากขึ้น มีพัฒนาการด้านการสื่อสารดีขึ้น สามารถช่วยเหลือตนเองได้ในการทำกิจกรรม มีพฤติกรรมที่ดีขึ้นเมื่อต้องการสิ่งต่างๆ กับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา สามารถปฏิบัติตามคำสั่ง ปฏิบัติกิจกรรม หรือกิจวัตรประจำวันของตนเองได้ บอกความต้องการของตนเองได้ มีพัฒนาการความเข้าใจภาษาและการแสดงออกทางภาษาดีขึ้น พูดเป็นคำและประโยคเพื่อสื่อสารได้มากขึ้น และนักสหวิชาชีพมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกวิธีการสื่อสาร และสอนวิธีการสื่อสารดังกล่าว ให้ผู้ปกครองนำไปฝึกเด็กที่บ้านอย่างต่อเนื่อง
นันตา et al. (Sun,) studied this question.